วันนี้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่ฝ่ายค้านคือ “พรรคประชาชน” เทเสียงโหวตอุ้ม“นายกฯหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นสู่บัลลังก์ทำเนียบไทยคู่ฟ้ากับมือ ก่อนเดินหน้าจัดโผ ครม.แกล้มเค้กส้มโชว์ตัวว่าที่รมต.มีทั้งคนหน้าซ้ำและใหม่แกะกล่องร่วมในรัฐนาวา โดยมีภารกิจทำประชามติและยุบสภาภายใน 4 เดือน “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงต้องมาสนทนากับ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร”รองหัวหน้าพรรคประชาชน ว่า หลังจากที่พรรคประชาชนหนุนให้พรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลและได้มีสัญญาใจกันไว้ จะวางบทบาทฝ่ายค้านพรรคส้มจะกำกับรัฐบาลพรรคสีน้ำเงินอย่างไร
โดย “วิโรจน์” เปิดประเด็นว่า พรรคจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มข้น โดยแบ่งการทำงานเป็นหลายส่วน จะมีการตั้งคณะทำงานเฉพาะประเด็น โดยจะมี สส. ติดตามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยและรัฐมนตรีในโผ ครม. เช่น คดีเขากระโดง, แพทย์ชนบท, คดีฮั้ว สว., การทิ้งขยะพิษที่ภาคตะวันออก และการจัดซื้ออาคาร SKYY9 ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าแพงเกินจริง นอกจากนี้ยังต้องติดตามความคืบหน้าในการจัดทำประชามติ ของ ครม. อนุทิน 1 ว่าดำเนินการตามข้อตกลง (MOA) ที่วางไว้หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่อง การทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของรัฐบาลชุดนี้

@ เห็นหน้าตาครม.ใหม่ เป็นอย่างไรบ้าง?
ผมจับตาดูมาโดยตลอดก็คือกระทรวงยุติธรรม เพราะว่าเกี่ยวข้องกับกรณีฮั้ว สว. ชื่อที่เปิดออกจากการติดตามข่าวนั้น มีการตั้งข้อสังเกตว่าเส้นทางการเติบโตในอาชีพตำรวจก็อยู่ในย่าน จ. บุรีรัมย์ ตรงนี้ผมคิดว่า “อนุทิน” ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม คือคุณแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่อย่างไร มันเริ่มต้นด้วยการแต่งตั้งคนที่เกี่ยวดองหรือมีความสัมพันธ์กับคุณเข้ามานั่งในตำแหน่งเสนาบดี ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควร แต่ก็ดีที่โผหลุดไปแล้ว ถึงอย่างไรประชาชนก็จับตาในการทำหน้าที่ของ“อนุทิน” ดังนั้นการนำบุคคลที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องของตัวเองที่ยังมีปัญหา จะถือเป็นความล้มเหลวตั้งแต่การขึ้นบันได้ก้าวแรก ซึ่งผมคิดว่า “อนุทิน” ในฐานะนายกฯ ที่มีภารกิจชัดเจน คือ การประคับประคองบ้านเมืองและทำประชามติ เพื่อเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญและยุบสภา ต้องตระหนักเอาไว้
ส่วนครม.บางส่วนยังเป็นคนหน้าเดิม เช่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยาและที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมนั้น ผมคิดว่านี่คือเหตุผลว่ารัฐบาลต้องอยู่ระยะสั้นแค่ 4 เดือน เราคำนวณว่ามันเป็นระยะเวลาที่พอดีกับการขับเคลื่อนการทำประชามติ เพื่อเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราคาดการณ์อยู่แล้วว่าหน้าตาโผ ครม.มันต้องเป็นแบบนี้ การดึงคนนอกเข้ามาก็เป็นสิทธิ์ของนายกฯ และคงดึงได้ส่วนหนึ่ง เพื่อสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งเข้าใจว่า “อนุทิน” ดำเนินการอยู่ แต่หน้าตานักการเมืองก็คงเดิมๆ แบบนี้เราเลยต้องตีกรอบระยะเวลาว่าเอาแค่ 4 เดือนพอ

@ พรรคประชาชนมั่นใจแค่ไหนว่ารัฐบาลอนุทินจะ “รักษาสัญญา” เรื่องยุบสภาภายใน 4 เดือน?
มุมหนึ่งคิดว่า “อนุทิน” จะรักษาสัญญา แต่อีกมุมหนึ่งก็อาจไม่ ดังนั้นต้องวางแผนสำรอง เราจะติดตามอย่างใกล้ชิด 4 เรื่องหลัก คือ 1.ติดตามหน้าตาของ ครม.ตรวจสอบความเชื่อมโยงและความเหมาะสมของรัฐมนตรี 2.ติดตามการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ตรวจสอบว่ามีการโยกย้ายเพื่อหาประโยชน์, ขัดขวางคดี, หรือเตรียมการให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ 3. ติดตามการออกกฎหมายและระเบียบต่างๆว่า มีการออกกฎหมาย เพื่อปกป้องตัวเอง, แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หรือเอื้อประโยชน์หรือไม่ 4. ติดตามการประชุมของบอร์ดต่างๆ และมติ ครม. ที่อาจมีมติแปลกๆ
หากพบเบาะแสใดๆ ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการจากข้าราชการ พรรคจะใช้กลไกในสภาเข้าตรวจสอบทันที “หากจัดระเบียบข้อมูลได้ครบถ้วนและสมควรเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแบบไม่ลงมติ มาตรา 152 ก็ต้องทำ หรือถ้าหนักมากก็ต้องเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 เรียกว่า “อนุทิน” ไม่สบายตัวแน่นอน” ในประเด็นนี้ผมคุยกับ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชนว่า ผมถูกมอบหมายให้เป็นอิสระในการทำงาน และขับเคลื่อน สส.กลุ่มหนึ่งอย่างเป็นอิสระ ไม่ต้องคำนึงถึงพันธะหรือข้อตกลงใดๆ ที่ไปตกลงกับ“อนุทิน” ดังนั้นเรียกว่าผมไม่ต้องสนใจเรื่องข้อตกลง ผมทำหน้าที่ตรวจสอบ “อนุทิน”และ “ครม.อนุทิน” อย่างเข้มข้น

@ พรรคเพื่อไทยระบุว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทันที
เป็นสิทธิ์ของ “พรรคเพื่อไทย” แต่ “พรรคเพื่อไทย” ต้องมีเนื้อหาสาระที่ชัดเจนและหนักแน่น ไม่ใช่เป็นการแก้แค้น หากหลักฐานชัดเจน ผมก็พร้อมสนับสนุนให้“อนุทิน” พ้นจากตำแหน่ง แต่ถ้าเนื้อหาไม่ชัดเจน การอภิปรายจะทำให้กลไกการตรวจสอบที่สำคัญหายไป และพรรคเพื่อไทยจะต้องอธิบายกับประชาชนว่า “ตกลงคุณไปดีลอะไรกับพรรคภูมิใจไทยไว้เบื้องหลังหรือเปล่า”
@ข้อครหาเรื่องดีล 44 สส. หรือการทำให้ฝ่ายอนุรักษ์เข้มแข็งขึ้นจะชี้แจงอย่างไร ทำให้พรรคประชาชนสูญเสียฐานเสียงหรือไม่
ถ้าภูมิใจไทยเขามีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชดีลได้จริงๆ คนแรกที่เขาต้องช่วยคือ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” น้องครูใหญ่ เจ้าของประสาทสายฟ้า ถ้าเขามีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชขนาดนั้นทำไมเขาไม่ช่วย “ศักดิ์สยาม” ก่อน ดังนั้นข่าวที่บอกว่าไปดีลเรื่อง 44 สส.ไม่เป็นความจริงเลย ผมก็เป็น 1 ใน 44 สส.ผมไม่เคยรับรู้ไม่เคยรู้เรื่อง และไม่เคยมีการคุยเรื่องนี้ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าภูมิใจไทยไม่ได้มีศักยภาพเลย ซึ่งหลายคนเองก็มองว่าเรื่องนี้มันเกินกว่า ป.ป.ช.ไปแล้ว เราก็ไม่รู้หรอกว่ามือที่มองไม่เห็น คือใครบ้าง กลุ่มศักดินาอนุรักษ์นิยม กลุ่มศักดินาหลังม่านมีใครบ้าง กลุ่มทุนนิยมศักดินามีใครบ้างที่สามารถชี้นิ้วชี้เป็นชี้ตายในกรณีนี้ เอาง่ายๆ น้องครูใหญ่ยังช่วยไม่ได้แล้วเขาจะมาช่วยอะไรพวกผม มันเป็นไปไม่ได้
ส่วนฐานเสียงที่อาจจะเสียไปนั้น เราก็ต้องอธิบายกับประชาชน คนที่เคยชอบเราเลือกเรา รักเรา ซึ่งมีความหมายมาก บางเรื่องเราก็ต้องไปยอมรับจริงๆ ในการสื่อสารของ สส.เราบางคน ที่อาจจะพูดในลักษณะเหมารวม และยังทำงานไม่ละเอียดก็ต้องไปน้อมรับ ยอมรับและขอโทษขออภัย อย่างน้อยๆ ผมอยากให้คนที่โกรธ หรือไม่พอใจเรา ได้รู้ว่าเราไม่ใช่ตัดสินใจโดยไม่มีเหตุไม่มีผลหรือไม่ได้ระแวดระวัง แต่อยากให้รู้วิธีคิดของเรา ข้อมูลที่เรามีทำไมเราถึงตัดสินใจอย่างนั้น
ส่วนเขาจะให้โอกาสหรือไม่ให้โอกาสเราก็น้อมรับ พอฟังแล้วเขาอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปและจากความตั้งใจในการทำงานของเรา ผมคิดว่าคนจำนวนมากคงกลับมาเข้าใจและให้โอกาส จะมากน้อยขนาดไหนเราก็ต้องเคารพ วันนี้อาจจะยังวันหน้าอาจจะได้ หรือได้แต่ได้มาแค่ครึ่งหนึ่งก็ยังดีกว่าการโกรธกันโดยที่ไม่เข้าใจกัน.
คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่